Archive for บ้านทรงไทยกับสถาปัตยกรรม

10 จุดบ้านทรงไทยเสียทรง

“บ้านทรงไทย” เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของความเป็นไทย เปรียบได้กับงานประติมากรรมชิ้นหนึ่งที่ซ่อนหลักการและเหตุผลอันแสดงให้เห็น ถึงศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา รวมถึงวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งปัจจุบันมีการนำสัญญลักษณ์แห่งความเป็นไทยนี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในการตกแต่งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ตลอดจนบ้านพักอาศัย แต่ก็ยังพบว่ามีบ้านทรงไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ดูไม่สวยงามลงตัว โดยไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่ชัดเจนได้ เราจะพาคุณไปชำแหละบ้านทรงไทยกันดูว่า เพราะสาเหตุใดกันแน่ที่ทำให้บ้านทรงไทยบางหลังไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น และจะมีวิธีจัดการแก้ไขได้อย่างไร

1. ผิดตำแหน่ง

เรือนไทยกับการจัดวางผังแบบเรือนหมู่เป็นของคู่กัน หากวางตัวเรือนเพียงหลังเดียวไว้โดดๆ หรือถึงแม้จะมีหลายหลัง แต่นำมาจัดวางเรียงต่อกันเป็นแถว ก็จะทำให้ความสวยงามดูลดลงไปมาก เนื่องจากขาด “ชานบ้าน” ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็นส่วนเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างเรือนแต่ละหลังแล้ว การจัดวางตำแหน่งของผังเรือนที่ดียังช่วยสร้างมิติและระยะ จากการเว้นระยะห่าง การลดหลั่นของระดับสูงต่ำ และการซ้อนบังกันของตัวเรือน ซึ่งทำให้ภาพรวมและมุมมองของเรือนไทยดูสวยงามขึ้น

2. ไม่เข้าที่เข้าทาง

เสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านทรงไทยคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายในกับสภาพแวดล้อมภายนอก ดังนั้นการจัดพื้นที่รอบข้างให้มีความต่อเนื่องสอดคล้องกับตัวบ้านจึงมีความ สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของบ้านเรา รวมทั้งการจัดสวนแบบไทย เช่น ปลูกไม้ดัด ไม้กระถางบนชานบ้าน หรือปลูกไม้หอมไว้รอบบริเวณบ้าน เพื่อช่วยเสริมบรรยากาศอีกทางหนึ่ง

3. ผสมผิดสูตร

ลักษณะของบ้านทรงไทยแต่ละรูปแบบ แต่ละยุคสมัย แต่ละภาค ต่างก็มีรายละเอียดเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป แต่ยังมีคนจำนวนมากคิดว่าบ้านทรงไทยแบบไหนๆก็เป็นบ้านไทยเหมือนกัน จึงนำสไตล์ของบ้านทรงไทยแบบต่างๆมาผสมรวมกันในบ้านหลังเดียว เช่น ทำบ้านทรงสูงมีช่องลมแบบบ้านภาคใต้ แต่บนยอดจั่วติดกาแลแบบบ้านภาคเหนือ แล้วทำผนังฝาปะกนแบบบ้านภาคกลาง โดยเข้าใจว่าเป็นการทำบ้านในแบบประยุกต์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนำรูปแบบต่างๆมาผสมกันแบบผิดๆกลับยิ่งเป็นการทำลายเอกลักษณ์และคุณค่าของ บ้านให้หมดลงเสียไปมากกว่า

4. มากเกินไป

ในทุกความงามต้องมีความพอเหมาะพอดี บ้านทรงไทยก็เช่นเดียวกัน รายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆในบ้านทรงไทยล้วนมีแบบแผนที่มา การตกแต่งที่มากจนเกินไปโดยหวังจะเพิ่มความสวยงาม เช่น นำลายฉลุแบบโคโลเนียลมาประดับที่ชายคาและราวระเบียง หรือบางแห่งถึงขนาดนำช่อฟ้า ใบระกาจากวัดมาติดบนหลังคาบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่องค์ประกอบจริงๆของบ้านทรงไทย จึงทำให้บ้านดูรกรุงรังจนเกินงาม แถมยังอาจทำให้ผิดกาลเทศะอีกด้วย

5. ซ่อนไม่เนียน

การจะนำบ้านทรงไทยมาใช้อยู่อาศัยจริงๆในปัจจุบัน อาจต้องติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มเติม เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีปกปิดอำพรางความไม่เข้ากันให้ดูกลมกลืน โดยอาจใช้วิธีสร้างผนังหรือตีระแนงไม้ขึ้นมาปิดทับอีกชั้น ออกแบบตู้สำหรับเก็บซ่อน หรือใช้การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพื่อมาบัง เพราะหากเห็นสิ่งแปลกปลอมเพียงนิดเดียว ก็อาจทำให้บรรยากาศความงดงามของบ้านทรงไทยที่อุตส่าห์พยายามสร้างมา ดูสูญเปล่า

6. ต่อเติมจนเพี้ยน

“บ้านไทยประยุกต์” กับ”บ้านไทยต่อเติม” นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การต่อเติมบ้านทรงไทยแบบเอาสะดวกไว้ก่อนอาจทำให้ของดีที่มีอยู่เสียไปได้ เช่น อยากได้ที่พักผ่อนแบบไทยๆ ก็นำศาลาไทยไปไว้บนยอดตึก หรืออยากต่อเติมห้องก็ก่อผนังคอนกรีตหรือทำกันสาดยื่นออกมาจากตรงไหนก็ได้ ตามใจชอบ เพราะจริงๆแล้วการต่อเติมให้เข้ากันนั้นยากกว่าการสร้างใหม่ให้สวยงามเสีย อีก หากจำเป็นต้องทำก็ควรเพิ่มเทคนิคและความพิถีพิถันให้มากกว่าปกติ

7. หุ่นไม่ดี

ทุกองค์ประกอบในบ้านทรงไทยล้วนมีการกำหนดไว้อย่างมีแบบแผนตามหลักวิชาช่าง ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้ว่าจะไม่มีการระบุเป็นตัวเลขตายตัว แต่ก็มีการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อใช้อ้างอิงกับขนาดและระยะขององค์ประกอบทุกส่วนในบ้าน เมื่อนำส่วนต่างๆมาประกอบกันก็จะได้ “บ้านทรงไทย”ที่มีความสมส่วนสวยงาม สามารถรับรู้ได้จากสายตา คล้ายกับรูปร่างของคนที่เมื่อมีสัดส่วนผิดเพี้ยนก็จะเห็นได้ชัดเจน

8. ขาดความเข้าใจ

การสร้างบ้านไทยในสมัยก่อน ช่างผู้ก่อสร้างบ้านแต่ละหลังคือศิลปินผู้ออกแบบบ้านหลังนั้นๆ แต่ปัจจุบันช่างผู้ปรุงบ้านไทยมาในรูปแบบของผู้รับเหมา รูปแบบและกระบวนการต่างๆที่ผ่านการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและแฝงด้วย ภูมิปัญญาพื้นบ้านอาจตกหล่นไป ด้วยฝีมือและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงมักจะทำให้รูปทรงและรูปแบบขององค์ประกอบต่างๆเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ได้ง่าย

9. เฟอร์นิเจอร์ไม่เข้ากัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่มีเฟอร์นิเจอร์ทรงไทย เพราะวิถีชีวิตของคนไทยแต่เดิมคือนั่ง-นอนกับพื้น การเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจึงควรเลือกของที่มีอารมณ์เข้ากับตัวบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานงานช่างแบบช่างไทย หรืองานหัตถกรรมแบบพื้นบ้าน รวมถึงงานที่มีกลิ่นอายความเป็นตะวันออกอย่าง เฟอร์นิเจอร์สไตล์โคโลเนียล หรืองานไม้แบบจีน ก็พอจะปรับให้กลมกลืนไปด้วยกันได้

10. ที่ดินไม่เหมาะสม

บ้านทรงไทย ซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าเปรียบเหมือนงานประติมากรรมชิ้นหนึ่ง ซึ่งควรจะจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้โดยรอบ ฉะนั้นที่ดินที่ใช้ในการปลูกสร้างจึงควรมีความกว้างขวางพอสมควร เพื่อเว้นให้มีพื้นที่ว่างโดยรอบเพียงพอ เมื่อมองเข้าสู่ตัวบ้านแล้วเห็นตัวเรือนชัดเจน เพราะหากไม่มีพื้นที่ให้สามารถมองบ้านในมุมมองที่ดีได้ จะสร้างบ้านออกมาสวยเพียงใดก็คงจะไร้ประโยชน์

แหล่งข้อมูล
http://www.banlaesuan.com
นิตยสารบ้านและสวน ฉบับที่ 367 ประจำเดือน มีนาคม 2550
เรื่อง : ดำรง ลี้ไวโรจน์
ภาพ : มาโนช กิตติชีวัน

ข้อมูลนำมาจาก
http://www.bansongthai.com

ให้ความเห็น

เรือนไทยทำไมเย็น

เรือนไทยของเรามีบรรยากาศเย็นสบาย เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของไทยเราโดยแท้ ทำไมเรือนไทยถึงเย็น มีสาเหตุใหญ่ๆ เช่น การวางผังและออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้เรือนไทยของเรามีเอกลักษณ์ ได้แก่การออกแบบหลังคาให้สูงโปร่ง มีระเบียงและชานเล่นระดับสูงต่ำและวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เช่น ประตู หน้าต่าง ลูกกรง ช่องลม เป็นองค์ประกอบของเรือนไทยที่เน้นในเรื่องความโปร่งโล่ง ให้แสงและลมเข้าได้ ฝาผนังเป็นไม้ ซึ่งเป็นวัสดุที่เป็นฉนวนอันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรือนไทยเย็น..

สาเหตุที่ทำให้เรือนไทยเราเย็นนั้นมีสาเหตุอยู่ที่สองประเด็นหลักก็คือ
1. การวางผังและออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้เรือนไทยของเรามีเอกลักษณ์
2. วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

1. การวางผังและออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้เรือนไทยของเรามีเอกลักษณ์

องค์ประกอบที่ทำให้เรือนไทยของเราเย็น คือผังของตัวเรือนไทยซึ่งเป็นต้นแบบของการวางผังบ้านแบบกลุ่ม (CLUSTER) แบบแรกที่เอื้อประโยชน์ใช้สอยมหาศาล ตามลักษณะการดำรงชีวิตของเรากับความเหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศ ผังเรือนไทยโดยทั่วไปแบ่งออกได้สามส่วนคือ

1) นอกชาน

2) ชาน หรือระเบียงชาน

3) ตัวเรือน

นอกชาน คือพื้นที่ที่เป็นทางหรือลานไม้เชื่อมต่อระหว่างเรือนหลายหลังเข้าด้วย บรรยากาศบริเวณนอกชานซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างเรือนหลายหลังเข้าด้วยกัน มักปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางนอกชานเพื่อให้ความร่มรื่น สวนนอกชานส่วนใหญ่จะนิยมปลูกไม้กระถางซึ่งสามารถยกย้ายเปลี่ยนที่ได้

ชาน คือระเบียงที่อยู่ต่อเนื่องกับตัวเรือน ระเบียงนี้จะมีหลังคาคลุมและใช้เป็นที่ใช้สอยอเนกประสงค์

ตัวเรือนจะกำหนดเป็นห้องเพียง 1-2 ห้อง ใช้สำหรับเก็บของมีค่า เก็บเสื้อผ้า เป็นบริเวณแต่งตัว เป็นที่นอนของลูกๆที่โตแล้ว หรือกั้นเป็นห้องพระ เรือนนี้กำหนดเป็นเรือนใหญ่ เรือนเล็กมักเป็นเรือนตรงข้ามเรือนใหญ่ กั้นด้วยชาน (นอกชาน) สำหรับเป็นเรือนนอนของลูกชายคนโตในกรณีที่มีครอบครัวหรือเพื่อความเป็นสัด ส่วน เรือนที่สามก็คือเรือนครัว มักวางผังตั้งฉากกับเรือนใหญ่ มีชานเป็นตัวเชื่อมเช่นกันจะใช้เป็นห้องอาหารด้วย ในเวลากลางวันจะอยู่อาศัยที่ระเบียงซึ่งมีหลังคาคลุมกันแดด แต่ไม่มีผนัง ทำให้สว่างและรับลมที่ผ่านชานเข้ามา และเมื่อแดดร่มก็จะใช้ชานสำหรับทำงานบ้านและอยู่อาศัยปกติ บริเวณทั้งสองนี้จึงไม่ร้อน เนื่องจากเป็นการใช้ตามสภาพแดดลม ในขณะที่เมื่อพลบค่ำก็จะอยู่อาศัยที่ระเบียงและเข้าเรือนนอน แนวการวางตัวเรือนจะวางตามความยาวในทิศทางตามตะวันเพื่อรับลมที่มาจากทิศใต้

ความสูงต่ำของเรือน การเล่นระดับ การออกแบบทรงหลังคากับเพิง ทำให้เรือนไทยกันแดดฝนได้ดีมาก พร้อมกับให้ลมพัดผ่านได้จากการเล่นระดับของพื้นชาน พื้นระเบียง และตัวเรือน ตัวเรือนหลัก (ใหญ่ เล็ก) จะหันจั่วไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก ทำให้ด้านยาวของเรือนรับลมเหนือและใต้ได้โดยเฉพาะ จากการที่เรือนไทยถูกจัดเป็นเรือนย่อยห้อมล้อมกันมีชานเป็นตัวเชื่อมนั้น ทำให้ตัวเรือนแต่ละหลังบังแดดให้กันและกัน เป็นการลดแสงแดดที่ร้อนแรง ในขณะที่ชานคือที่โล่งให้ลมพัดผ่านเข้าเรือนนอนได้โดยสะดวก

ใต้ถุนเกิดจากภูมิปัญญาแต่โบราณเพื่อหนีน้ำท่วมในหน้าน้ำ และในหน้าแล้งก็เป็นพื้นที่ใช้สอย ทั้งอยู่อาศัยในเวลากลางวัน เด็กวิ่งเล่น เลี้ยงสัตว์ เก็บของ เป็นต้น เป็นบริเวณที่ให้ความเย็นในเวลากลางวัน สังเกตได้จากกิจกรรมส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณใต้ถุนเรือน

– ประตู หน้าต่าง ลูกกรง ช่องลม เน้นความโปร่งโล่งให้แสงและลมเข้าได้ เรือนไทยมักเป็นเรือนยกพื้นสูง ทั้งนี้เพื่อหนีน้ำท่วม และในช่วงหน้าแล้งก็ใช้เป็นพื้นที่ใช้สอย

– หลังคา ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากที่มีส่วนทำให้บ้านเย็น หลังคาที่มีทรงสูง ทรงจั่ว จะมีฝ้าเพดานหรือไม่ก็ตาม จะเป็นบริเวณที่มีอากาศ (ในตัวหลังคา) โดยปริยาย ซึ่งอากาศเป็นฉนวนกันความร้อนในระดับหนึ่ง พื้นที่ใต้หลังคาจึงเย็นกว่าหลังคาแบนที่ถือว่าไม่มีโพรงหรือบริเวณอากาศใต้ หลังคานั้น…เรือนไทยจึงเย็น การกำหนดหลังคาที่คลุมพื้นที่ (ห้อง) แต่ละส่วนของเรือนให้ตั้งฉากหรือวางเคียงกันไปนั้นเป็นการกันแดดให้กันและ กัน และด้วยมุมเอียงที่มีความลาดชันของผิวพื้นหลังคามาก ทำให้เกิดมุมของปลายหลังคาที่จะกันแดดได้ต่ำมาก แดดหรือความร้อนจึงกระทบผนังเรือนได้น้อยลง.เรือนไทยจึงเย็น เรือนไทย (รวมเรือนในทุกภาค) จึงมีหลังคาจั่วทรงสูง มีมุมเอียงมาก และยื่นปลายหลังคา (เชิงชาย) ลงมามาก แม้กระทั่งหน้าสกัดหรือด้านสั้นของเรือนก็จะทำหลังคาอีกชั้นยื่นคลุมออกมา เพื่อกันแดดให้กับพื้นที่ตอนหน้าของเรือน และวัสดุมุงหลังคาจำพวกกระเบื้องดินเผาคายความร้อนได้เร็ว ทำให้บ้านเรือนไทยไม่สะสมความร้อน ตัวบ้านจึงเย็นเร็ว

2. วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

วัสดุก่อสร้างเรือนไทย ที่ทำให้เรือนไทยเย็นก็คือ “ไม้” ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่หาง่ายและมีมากที่สุด เพราะไม้เป็นฉนวน คือเป็นตัวนำความร้อนที่เลวและไม้ก็ไม่อมความร้อนเท่าคอนกรีต เมื่อพลบค่ำความร้อนจึงไม่ได้ถูกส่งผ่านเข้าภายในห้อง และไม่มีความร้อนมากมายที่จะกระจายออกจนทำให้ห้องร้อน…เรือนไทยจึงเย็น


ข้อมูลจากเวบไซต์นิตรสารบ้านและสวน
เรื่อง : วรวิทย์
ภาพ : แพรแก้ว

ข้อมูลนำมาจาก
http://www.bansongthai.com

ให้ความเห็น

« Newer Posts · Older Posts »